ผ้าแต่ละชนิดจะมีขั้นตอนและวิธีการไม่เหมือนกัน เนื่องจากมีเนื้อผ้าที่แตกต่างกัน บางชนิดซักด้วยน้ำปกติทั่วไปได้ แต่บางชนิดก็ต้องซักด้วยวิธีการซักแห้ง แล้วถ้าตัวไหนต้องซักแห้งจะทำไงละ ? เพราะหลายๆคนก็จะใช้วิธีการซักน้ำแบบทั่วไป วันนี้เรามาดูวิธีการซักแห้งบ้างดีกว่า

1. ใช้น้ำยาซักแห้งแบบพิเศษ เป็นตัวทำละลายไขมัน และคราบสกปรกบนเนื้อผ้า ที่เป็นที่รู้จักกันก็น้ำยาเปอร์คลอโรเอทิลีน (Perchloroethylene) ซึ่งมีฤทธิ์ในการกำจัดคราบสกปรกบนเนื้อผ้าโดยที่ไม่ทำให้ใยผ้าเสียหาย หรือตัวเสื้อผ้าเกิดการเสียรูปทรง ไม่มีการพองตัว หรือหดตัวของเสื้อผ้า

2. ใช้น้ำยาซักแห้ง(อีกประเภท) ซึ่งวิธีการนี้แตกต่างจากวิธีการแรก ตรงที่ต้องซักผ้าในน้ำสะอาดก่อน (การซักนั้นให้ซักไปเลยห้ามแช่โดยเด็ดขาด) จากนั้นฉีดพ่นด้วยน้ำยาซักแห้งประเภทนี้ให้ทั่วบริเวณ เคล็ดลับอีกอย่างหนึ่งคือถ้าเป็นผ้าไหมให้ฉีดน้ำยาอัดกลีบลงไปด้วย จากนั้นนำเสื้อผ้าไปใส่ในช่อง Freeze ของตู้เย็น (ไม่ควรมีกลิ่น) ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วให้นำออกมารีดทับด้วยเตารีด ใช้ความแรงที่เหมาะสมกับผ้านั้นๆ วิธีนี้เป็นที่นิยมสำหรับร้านซักรีดมากค่ะ เพราะไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรมากมาย

3. ใช้เครื่องซักแห้งปัจจุบันมีเครื่องซักผ้า ด้วยวิธีการซักแห้งออกมาขายแล้ว ซึ่งก็มีหลากหลายยี่ห้อสามารถหาซื้อได้ตามร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า หรืออิเล็กทรอนิกส์ทั่วไป หลักการของเครื่องซักแห้งคือการใช้สารทำละลายประเภทซิลิโคน (Silicone) หรือไฮโดรคาร์บอน (Hydrocarbon) ข้อดีคือสะดวกเพราะเครื่องประเภทนี้มักจะมีวิธีการซักที่ถนอมเนื้อผ้า แต่ข้อเสียก็คือราคาแพงมาก เหมาะสำหรับใช้ในร้านซักรีด หรือโรงแรมที่มีบริการซักรีดมากกว่า

จะเห็นได้ว่า วิธีการซักแห้งนั้นจะค่อนข้างยุ่งยากอยู่พอสมควร เพราะต้องเตรียมหรือใช้น้ำยาแบบพิเศษ และมีกระบวนการต่างๆ มากมายในการใช้ ดังนั้นหากว่าเราต้องการซักแห้งเสื้อผ้า วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือใช้บริการร้านซักรีด หรือโรงแรมที่มีบริการซักรีดจะดีกว่า เพราะนอกจากจะไม่เสี่ยงกับความเสียหายของใยผ้าแล้ว ยังลดอันตรายเกี่ยวกับน้ำยาซักแห้งต่างๆ ที่เป็นพิษต่อมนุษย์ได้ด้วยค่ะ
ขอบคุณรูปภาพจาก : www.lazada.co.th